วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่8ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 20-24 ธ.ค 53)

1.คีย์ข้อมูล stock จำนวนมาก
2.ทำใบบิลสัญญาการสั่งซื้อ จำนวน 36 ชุด
3.ไปเช็คสต๊อกสินค้าที่ พุทธมณฑลสาย 3
4.คีย์ข้อมูลการสั่งซื้อ จำนวนมาก
5.รับเช็ค จากษริษัทที่มาส่งสินค้า
6.ส่งเอกสารให้ชั้น9 จำนวน 11 ชุด
7.ทำรายละเอียดลูกหนี้จำนวนมาก
8.วางใบบิลสินค้า
ปัญหา-อุปสรรค

-ไปเช็คSTOCK ที่สาย3 ของเยอะและฝุ่นเยอะมาก
วิธีแก้ไข
-ทำความสะอาดและจัดเรียงสินค้าให้เป็นหมวดหมู่
ประโยชน์ที่ได้จากฝึกงานอาทิตย์นี้
-มีความเป็นระเบียบมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่7ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 13-17 ธ.ค 53)

1.ลงใบบิลสินค้า จำนวน 21 ใบ
2.เช็คใบเสร็จ จำนวน 13 ใบ
3.แพ็คสินค้า จำนวนมาก
4.แก้ไขแค๊ตตาล็อคหนังสือดีเด่น
5.พิมพ์ใบชำระหนี้ จำนวน 22 ใบ
6.พิมพ์ใบรายการStock จำนวนมาก
7.รับเช็คจากบริษัทที่มาส่งสินค้าจำนวน4บริษัท
ปัญหา-อุปสรรค

-บริษัทที่มารับเช็คบ้างบริษัทยังไม่นำใบเสร็จมาให้เราจึงต้องทำการ FAXเตือนไปหลายครั้ง
วิธีแก้ไข

-แจ้งบริษัทที่มาส่งสินค้าล่วงหน้าว่าถ้ามารับเช็คให้ใบเสร็จเลย
ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงานในอาทิตย์นี้
-ได้ฝึกการพูดที่ถูกวิธีในการติดต่อทางธุระกิจ

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่6ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค 53)

สัปดาห์นี้สิ่งที่ทำดังนี้
1.คีย์ข้อมูลสินค้า จำนวนมาก
2.เขียนใบเสร็จสินค้า จำนวน 24 ใบบิล
3.ลงยอดพงด. จำนวน 34 ยอด

4.แพ๊คสินค้า จำนวนมาก
5.ลงบัญชียอดภาษีของปี53และ54 จำนวนมาก
6.แยกใบบิลสินค้าของแต่ละปี
ปัญหา
-การคีย์ข้อมูลสินค้า มีจำนวนมากทำให้สับสนกับรหัสสินค้า
วิธีแก้ไข
-ตรวจเช็คทุกครั้งที่ทำเพื่อกันความผิดพลาด
ประโยชน์ที่ได้จากฝึกงานในอาทิตย์นี้
- มีความรอบคอบในการทำงานมากขึ้น
-มีความรับผิดชอบกับงานที่ทำมากขึ้น

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่5ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 29 พ.ย -3 ธ.ค 53)

าทิตย์นี้งานที่เกี่ยวกับทางด้านคอมพิวเตอร์จะเยอะสักนิดนึง อาทิเช่น
1.ออกแบบสคส.
2.พิมพ์ใบบัญชีลูกหนี้ จำนวน 48 ชุด
3.เรียงสินค้าลงกล่องสินค้า จำนวนมาก
4.จัดเอกสารบัญชีลูกหนี้ของปีเก่าๆลงกล่องจำนวนมาก
5.พิมพ์ซองสคส.จำนวน 600 ซอง
6.จัดสถานที่ไว้ประชุม Sale

ปัญหา-อุปสรรค
-ตอนพิมพ์ซองสคส.สับสนกับรายชื่อโรงเรียน เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เพราะมีจำนวนมากและเราต้องเลือกชื่อเอง และห้ามซ่ำจึงเป็นเรื่องยากมาก
วิธีแก้ไข
-ตรวจทานทุกครั้งที่พิมพ์เพื่อกันความผิดพลาด
ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงานในอาทิตย์นี้
- มีความรอบคอบ และสติในการทำงานมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่4ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย 53)

-ติดสติ๊กเกอร์VCD 60 แผ่น
-แพ๊คของส่งลูกค้า 20 ชุด
-เขียนใบเบิกสินค้า 24 ใบ
-ถ่ายรูปหนังสือเพื่อไปทำแค๊ตตาล๊อก จำนวน 24 รูป
-ออกแบบแค๊ตตาล็อก 1 รายการ

-รวมยอดบัญชี 25 ยอด
-เรีัยงใบเสร็จ 50 ยอด
-เช็คบิลสินค้า 25 ใบบิล

ปัญหา-อุปสรรค
-ตอนถ่ายรูปหนังสือที่จะนำไปทำแค๊ตตาล๊อค หามุมที่ถ่ายออกมาแล้วสวยยาก
วิธีแก้ไข
-ขอคำแนะนำจากพี่ที่เคยถ่ายเอาไปทำแค๊ตตาล๊อคมาก่อน

ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงานในอาทิตย์นี้
-ได้รู้จักการถ่ายรูปที่ถูกวิธี
-ฝึกความอดทน และสมาธิในการทำงาน

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่3ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 15-19 พ.ย 53)

งานที่ทำในสัปดาห์นี้ งานที่ได้รับมอบหมายค่อนข้างจะเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมางานที่ได้ทำอาทิเช่น
1.ทำใบเสร็จ 20 ชุด
2.ทำแคตตาล๊อค 1 รายการต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว
3.พิมพ์เอกสารข้อมูลการนัดพบลูกค้า 5 ชุด
4.เรียงข้อมูลในแฟ้ม จำนวน1แฟ้ม
5.พิมพ์ที่อยู่บริษัทลงบนสติ๊กเกอร์ A4 จำนวน 5 ใบ
6.ปั้มตราบริษัทลงบนเอกสารสำคํญของบริษัท จำนวน 76 ชุด
7.ติดใบส่งสินค้าลงกล่องพัสดุ 30 กล่อง
8.แพ๊คกล่องพัสดุ 12 กล่อง

ปัญหา-อุปสรรค
-การพิมพ์เอกสารข้อมูลการนัดพบลูกค้าที่ต้องสั้งปรินซ์ เครื่องปรินซ์ชอบมีปัญหาทำให้ล่าช้าต่อการทำงาน
วิธีแก้ไข
-ให้พี่ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ดูและแก้ไขให้ตรงจุด
ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงานในอาทิตย์นี้
-ได้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาเครื่องปรินซ์ที่ถูกวิธี

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่2ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย 53)

อาทิตย์ที่2 มีงานให้ทำเรื่อยๆ ทำงานมีความสุขดีค่ะ งานที่ได้รับมอบหมายส่วนมากจะเกี่ยวกับการออบแบบที่ใช้คอมพิวเตอร์โดยตรง งานที่ได้รับมอบหมายอาทิเช่น
-ปั๊มยกเลิกแค๊ตตาล๊อค 5000 เล่ม
-ออกแบบแค๊ตตาล๊อค 1 รายการ
-พิมพ์ใบเสร็จสินค้า 25 รายการ
-พิมพ์ใบสั่งสินค้า 20 รายการ
ปัญหา-อุปสรรค
- แค๊ตตาล๊อกมีจำนวนเยอะ ทำให้สับสนในการทำ

วิธีแก้ไข
แยกเป็นกองๆเพื่อสะดวกในการเรียงและปั๊มตรายกเลิกสินค้า
ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงาน
-ได้ฝึกความอดทน และสมาธิในการจดจ่อกับงาน

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัปดาห์ที่1ในการฝึกงาน(ระหว่างวันที่ 1-5 พ.ย 53)

เมื่อถึงบริษัทสิ่งแรกที่ทำคือพบฝ่ายบุคคล ทางฝ่ายบุคคลได้พูดถึงกฏกติกาในการทำงาน และได้มอบหน้าที่ให้เราทำงานที่ได้รับมอบหมายในสัปดาห์นี้ก็คือ
- บันทึกข้อความการใช้จ่ายในบริษัท
เป็นจำนวน 20 ชุด
-ลงตาราง Order สินค้า ในโปรแกรม ExpressA
-ออกแบบแคตตาล๊อคในโปรแกรม Potoshop
-คีย์ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าและรายรับรายจ่าย
-บันทึกเอกสารการใช้จ่ายลงในบัญชีรายวัน
-พิมพ์ใบกำกับภาษี
-ทำเล่มเอกสารวรรณคดี 20 เล่ม
-ออกใบเสนอราคาสินค้าในExcel จำนวน 21 ชุด
-พิมพ์ใบเสร็จรับเงิน 22 ใบ
ปัญหา-อุปสรรค
-วันแรกของกาฝึกงานไม่ค่อยมีงานสักเท่าไร
-ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการลงราคาในตาราง
วิธีแก้ไข
-ช่วยพี่ๆในบริษัททำงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
-ถามพีที่มอบหมายงานให้ทำและทำความเข้าใจอีกครั้ง
ภายใน1สัปดาห์แรกที่เริ่มการฝึกงาน รู้เลยว่าการทำงานไม่ได้ง่ายเหมือนตอนเรียน เราต้องทำตัวในเข้ากับการทำงานให้ได้ พี่ๆในบริษัทก็น่ารัก สอนงานให้เราตลอดเวลา
ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกงาน
-มีเพื่อนเพิ่มขึ้น
-ได้รู้จักวิธีการทำงานที่ยากขึ้นกว่าการเรียน
-ฝึกความมีความรับผิดชอบมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลูกแรดเตรียมพร้อมล่าเหยื่อ

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนวิชา การเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารธุรกิจ 3

1.ในการเรียนวิชาการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารธุรกิจ 3 ทำให้เราทราบสิ่งต่างๆในการเรียนรู้ เช่น ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพให้เหมาะสมกับสถานที่ และด้านการใช้ภาษากับบุคคลอื่นทั้งภายในองค์กรและบริษัทควรใช้กริยามารยาทอย่างไรให้เหมาะสม ซึ่งเหล่านี้สามารถนำกระบวนการจัดการเรียนรู้มาดัดแปลงในการที่จะไปฝึกประสบการณ์นอกสถานที่จริง ในด้านอารมณ์ ด้านความอดทน

2.นำสิ่งที่เราได้จากประสบการณ์จริงของวิทยากรนำมาดัดแปลงใช้กับตัวเราและเป็นแนวทางกับตัวเราในด้านวิชาชีพในด้านการศึกษาของวิชาต่างๆ

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

DTS11-15/09/2009

Sorting

3. การเรียงลำดับแบบเร็ว(Quick Sort)การเรียงลำดับในลักษณะนี้ เป็นการปรับปรุงมาจากการเรียงลำดับแบบ Bubble เพื่อให้การเรียงลำดับเร็วขึ้น วีธีนี้เหมาะกับการเรียงข้อมูลที่มีจำนวนมาก หรือมีขนาดใหญ่ และเป็นวิธีการเรียงข้อมูลที่ให้ค่าเฉลี่ยของเวลาน้อยที่สุดเท่าที่ค้นพบวิธีหนึ่งการเรียงลำดับแบบ Quick Sortจะเป็นการเปรียบเทียบสมาชิกที่ไม่อยู่ติดกัน โดยกำหนดข้อมูลค่าหนึ่ง เพื่อแบ่งชุดข้อมูลที่ต้องการเรียงลำดับออกเป้น 2 ส่วน จากนั้นก็จะทำการแบ่งย่อยชุดข้อมูล 2 ส่วนนั้นลงไปอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนข้อมูลแต่ละชุดมีสมาชิกเหลือเพียงตัวเดียวและทำให้ชุดข้อมูลทั้งหมดมีการเรียงลำดับ

4 .การเรียงลำดับแบบแทรก(Insertion Sort) การเรียงลำดับที่ง่ายไม่ซับซ้อน เป็นการนำข้อมูลใหม่เพิ่มเข้าไปในชุดข้อมูลที่มีการเรียงลำดับอยู่แล้ว โดยข้อมูลใหม่ที่นำเข้ามาจะแทรกอยู่ในตำแหน่งทางขวาของชุดข้อมูลเดิม และยังคงทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีการเรียงลำดับ


5. การเรียงลำดับแบบฐาน (radix sort) เป็นการเรียงลำดับโดยการพิจารณาข้อมูลทีละหลัก เริ่มพิจารณาจากหลักที่มีค่าน้อยที่สุดก่อน นั่นคือถ้าข้อมูลเป็นเลขจำนวนเต็มจะพิจารณาหลักหน่วยก่อน การจัดเรียงจะนำข้อมูลเข้ามาทีละตัว แล้วนำไปเก็บไว้ที่ซึ่งจัดไว้สำหรับค่านั้น เป็นกลุ่ม ๆ ตามลำดับการเข้ามา

DTS10-08/09/2009

Sorting การจัดเรียง หรือเรียงลำดับข้อมูล (sorting) อาจเรียงจากค่ามากไปน้อย หรือจากค่าน้อยไปมากก็ได้ประโยชน์ของการจัดเรียงข้อมูลนอกจากจะเป็นการจัดระเบียบข้อมูลแล้ว ยังช่วยทำให้สามารถค้นหาข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยพื้นฐานการเรียงลำดับข้อมูลในคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ


-การจัดเรียงภายใน (internal sorting) การจัดเรียงแบบนี้ ข้อมูลที่จะถูกจัดเรียงต้องเก็บ หรือใช้หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ (RAM) เป็นหลักในการประมวลผลโดยใช้โครงสร้างข้อมูล เช่น อาร์เรย์หรือลิงก์ลิสต์ร่วมด้วย


-การจัดเรียงภายนอก (external sorting) กรณีที่ข้อมูลจำนวนมากไม่สามารถนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ (RAM) เพื่อประมวลผลได้ทั้งหมด (พึงระลึกไว้ว่า CPU ไม่สามารถประมวลผลกับสื่อข้อมูลที่เป็นดิสก์ได้) ดังนั้นการจัดเรียงจะทำการจัดเรียงภายนอก โดยใช้วิธีแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย ซึ่งบางส่วนจะคงไว้ในดิสก์ และทยอยนำข้อมูลบางส่วนเข้าสู่หน่วยความจำ (RAM) เพื่อทำการจัดเรียง


1. การเรียงลำดับแบบเลือก (Selection Sort)เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียงลำดับข้อมูล โดยเริ่มจาก- หาตำแหน่งของข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุดแล้วสลับค่าของตำแหน่งข้อมูลนั้นกับค่าข้อมูลในตำแหน่ง A(1) จะได้ A(1) มีค่าน้อยที่สุด- หาตำแหน่งของข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุดในกลุ่ม A(2), A(3),....,A(n) แล้วทำกับสลับค่าข้อมูลในตำแหน่ง A(2) อย่างนี้เรื่อยไปจน กระทั่งไม่เกิน N-1 รอบ ก็จะได้ข้อมูลที่เรียงลำดับจากน้อยไปมาก


2. การเรียงลำดับแบบฟอง (Bubble Sort) หลักของการเรียงแบบนี้คือ จะเปรียบเทียบและแลกเปลี่ยนข้อมูล 2 ค่าที่อยู่ติดกันในลักษณะที่เรากำหนด เช่น จากน้อยไปมาก หรือจากมากไปน้อย โดยจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลทั้งชุดจนกว่าจะมีการเรียงตามลำดับทั้งหมดขั้นตอนการทำงานของอัลกอริทึม

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

DTS09-01/09/2009

กราฟ (Graph)

กราฟ เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบไม่ใช่เชิงเส้นที่ประกอบ ด้วยกลุ่มของสิ่งสองสิ่งคือ (1) โหนด (Nodes) หรือ เวอร์เทกซ์(Vertexes) (2) เส้นเชื่อมระหว่างโหนด เรียก เอ็จ (Edges) กราฟที่มีเอ็จเชื่อมระหว่างโหนดสองโหนดถ้าเอ็จไม่มีลำดับ ความสัมพันธ์จะเรียกกราฟนั้นว่ากราฟแบบไม่มีทิศทาง (Undirected Graphs)

และถ้ากราฟนั้นมีเอ็จที่มีลำดับความสัมพันธ์หรือมีทิศทางกำกับด้วยเรียกกราฟนั้นว่า กราฟแบบมีทิศทาง(Directed Graphs)บางครั้งเรียกว่า ไดกราฟ (Digraph)การเขียนกราฟเพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ ของสิ่งที่เราสนใจแทนโหนดด้วย จุด (pointes) หรือวงกลม (circles)

การแทนกราฟในหน่วยความจำ

สิ่งที่ต้องการจัดเก็บ จากกราฟโดยทั่วไปก็คือ เอ็จ ซึ่งเป็นเส้นเชื่อมระหว่างโหนดสองโหนด มีวิธีการจัดเก็บหลายวิธี วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดคือ การเก็บเอ็จในแถวลำดับ 2 มิติ

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS08-25/08/09

Tree

ทรี (Tree) เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ความสัมพันธ์ระหว่าง โหนดจะมีความสัมพันธ์ลดหลั่นกันเป็นลำดับชั้น (Hierarchical Relationship)ไ ด้มีการนำรูปแบบทรีไปประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ส่วนมากจะใช้สำหรับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น แผนผังองค์ประกอบของหน่วยงานต่าง ๆโครงสร้างสารบัญหนังสือ เป็นต้น

แต่ละโหนดจะมีความสัมพันธ์กับโหนดในระดับที่ต่ำลงมา หนึ่งระดับได้หลาย ๆ โหนดเรียกโหนดดังกล่าวว่า โหนดแม่ (Parent or Mother Node)โหนดที่อยู่ต่ำกว่าโหนดแม่อยู่หนึ่งระดับเรียกว่า โหนดลูก (Child or Son Node)โหนดที่อยู่ในระดับสูงสุดและไม่มีโหนดแม่เรียกว่า โหนดราก (Root Node)โหนดที่มีโหนดแม่เป็นโหนดเดียวกันเรียกว่า โหนดพี่น้อง (Siblings)โหนดที่ไม่มีโหนดลูก เรียกว่าโหนดใบ (Leave Node)เส้นเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโหนดสองโหนดเรียกว่า กิ่ง (Branch)

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS07-11/08/09

Queue

คิวเป็นโครงสร้างข้อมูลแบบลำดับ (Sequential) ลักษณะของคิวเราสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การเข้าแถวตามคิวเพื่อรอรับบริการต่างๆ ลำดับการสั่งพิมพ์งาน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าลักษณะของการทำงานจะเป็นแบบใครมาเข้าคิวก่อน จะได้รับบริการก่อน เรียกได้ว่าเป็นลักษณะการทำงานแบบ FIFO (First In , First Out) ลักษณะของคิว จะมีปลายสองข้าง ซึ่งข้างหนึ่งจะเป็นช่องทางสำหรับข้อมูลเข้าที่เรียกว่า REAR และอีกข้างหนึ่งซึ่งจะเป็นช่องทางสำหรับข้อมูลออก เรียกว่า FRONT



ในการทำงานกับคิวที่ต้องมีการนำข้อมูลเข้าและออกนั้น จะต้องมีการตรวจสอบว่าคิวว่างหรือไม่ เมื่อต้องการนำข้อมูลเข้า เพราะหากคิวเต็มก็จะไม่สามารถทำการนำข้อมูลเข้าได้ เช่นเดียวกัน เมื่อต้องการนำข้อมูลออกก็ต้องตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าในคิวมีข้อมูลอยู่หรือไม่ หากคิวไม่มีข้อมูลก็จะไม่สามารถนำข้อมูลออกได้เช่นกัน


การกระทำกับคิว


-การเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิวการจะเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิว จะกระทำที่ตำแหน่ง REAR หรือท้ายคิว และก่อนที่จะเพิ่มข้อมูลจะต้องตรวจสอบก่อนว่าคิวเต็มหรือไม่ โดยการเปรียบเทียบค่า REAR ว่า เท่ากับค่า MAX QUEUE หรือไม่ หากว่าค่า REAR = MAX QUEUE แสดงว่าคิวเต็มไม่สามารถเพิ่มข้อมูลได้ แต่หากไม่เท่า แสดงว่าคิวยังมีที่ว่างสามารถเพิ่มข้อมูลได้ เมื่อเพิ่มข้อมูลเข้าไปแล้ว ค่า REAR ก็จะเป็นค่าตำแหน่งท้ายคิวใหม่
-การนำข้อมูลออกจากคิวการนำข้อมูลออกจากคิวจะกระทำที่ตำแหน่ง FRONT หรือส่วนที่เป็นหัวของคิว โดยก่อนที่จะนำข้อมูลออกจากคิวจะต้องมีการตรวจสอบก่อนว่ามีข้อมูลอยู่ในคิวหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลในคิวหรือว่าคิวว่าง ก็จะไม่สามารถนำข้อมูลออกจากคิวได้

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS06-04/08/09

สแตค (Stack) สแตคเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีลักษณะแบบลำดับ (sequential) คือการกระทำกับข้อมูลจะกระทำที่ปลายข้างเดียวกันที่ส่วนปลายสุดของสแตค การกระทำกับข้อมูลของสแตคประกอบไปด้วยการนำเข้าข้อมูลเข้า (PUSH) ที่ส่วนบนสุดของสแตค และการนำข้อมูลออก (POP) ที่ส่วนบนสุดของสแตคเช่นกัน ในการจะ Push ข้อมูลเข้าก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลในสแตคเต็มหรือไม่ หากสแตคเต็มก็จะไม่สามารถ Push หรือนำข้อมูลเข้าได้ เช่นเดียวกับการ Pop ข้อมูลออกก็ต้องตรวจสอบด้วยว่ามีข้อมูลอยู่ในสแตคหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลอยู่ในสแตคหรือสแตคว่าง (empty stack) ก็ไม่สามารถ pop ได้การนำข้อมูลเข้า-ออก จากสแตค (push , pop) จะมีลักษณะแบบเข้าหลัง ออกก่อน (LIFO : Last In , First Out) คือ ข้อมูลที่เข้าไปในสแตคลำดับหลังสุด จะถูกนำข้อมูลออกจากสแตคเป็นลำดับแรก ยกตัวอย่างการทำงานแบบ LIFO เช่น การวางจานซ้อนกัน

การใช้ สแตค เพื่อแปลรูปนิพจน์ทางคณิตศาสตร์รูปแบบนิพจน์ทางคณิตศาสตร์
• นิพจน์ Infix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่ระหว่างตัวดำเนินการ (Operands) เช่น A+B-C
• นิพจน์ Prefix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่หน้าตัวดำเนินการ (Operands) เช่น +-AB
• นิพจน์ Postfix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่หลังตัวดำเนินการ (Operands) เช่น AC*+

ลำดับการทำงานของตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (Operator Priority)
มีการลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการจากลำดับสำคัญมากสุดไปน้อยสุด คือ ลำดับที่มีความสำคัญมากที่ต้องทำก่อน ไปจนถึงลำดับที่มีความสำคัญน้อยสุดที่ไว้ทำทีหลัง ดังนี้
ทำในเครื่องหมายวงเล็บ
เครื่องหมายยกกำลัง ( ^ )
เครื่องหมายคูณ ( * ) , หาร ( / )
เครื่องหมายบวก ( + ) , ลบ ( - )

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

iostream.h

#include "iostream.h"
#include "coino.h"
#include "stdio.h"
void main(){
clrscr();
int age;
float weight,hight;
cout<<"Please insert your's age : "; cin>>"%d",&age;
cout<<"\nPlease insert your's weight : "; cin>>"%f",&weight;
cout<<"\nPlease insert your's Hight : "; cin>>"%f",&hight;
if (age >= 18 && age <= 23) { if((weight >= 60 && weight <= 70) (hight >= 165 && hight<= 175 )){ } } cout<<"\n\n\n\n\t\t\tPress anykey to Exit!!! "; getch(); }

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS05 28/07/2009

เรื่อง Linked Listลิงค์ลิสต์ (Linked List)

เป็นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องของอิลิเมนต์ต่างๆ โดยมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อ แต่ละอิลิเมนท์ เรียกว่าโนด (Node) ซึ่งในแต่ละโนดประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ
1. Data จะเก็บข้อมูลของอิลิเมนท์
2. Link Field ทำหน้าที่เก็บตำแหน่งของโนดต่อไปในลิสต์ในส่วนของ data จะเป็นรายการเดี่ยวหรือเรคคอร์ดก็ได้ ส่วนของ link เป็นส่วนที่เก็บตำแหน่งของโหนดถัดไป ถ้าในโหนดสุดท้ายจะเก็บค่า Null
(ไม่มีค่าใดๆ ไม่มีการเชื่อมโยง) เป็นตัวบอกการสิ้นสุด
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. Head Structure ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่ จำนวนโหนดในลิสต์
(Count) พอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดที่เข้าถึง (Pos)
และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดข้อมูลแรกของลิสต์ (Head)
2. Data Node Structure ประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลถัดไป
กระบวนงานและฟังก์ชั่นที่ใช้ดำเนินงานพื้นฐาน
1. กระบวนงาน Create Listหน้าที่ สร้างลิสต์ว่าง ผลลัพธ์ ลิสต์ว่าง
2. กระบวนงาน Insert Node หน้าที่เพิ่มข้อมูลลงไปในลิสต์บริเวณตำแหน่งที่ต้องกรข้อมูลนำเข้า ลิสต์ ข้อมูลและตำแหน่ง ผลลัพธ์ สิลต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง
3. กระบวนงาน Delete Node หน้าที่ ลบสมาชิกในลิสต์บริเวณตำแหน่งที่ต้องการข้อมูลนำเข้า ข้อมูลและตำแหน่ง ผลลัพธ์ ลิสต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง
4. กระบวนงาน Search list หน้าที่ ค้นหาข้อมูลในลิสต์ที่ต้องการข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์ ค่าจริงถ้าพบข้อมูล ค่าเท็จถ้าไม่พบข้อมูล
5. กระบวนงาน Traverse หน้าที่ ท่องไปในลิสต์เพื่อเข้าถึงและประมวลผลข้อมูล
นำเข้าลิสต์ผลลัพธ์ ขึ้นกับการประมวลผล เช่น เปลี่ยนแปลงค่าใน node, รวมฟิลด์ในสิสต์,
คำนวณค่าเฉลี่ยนของฟิลด์ เป็นต้น
6. กระบวนงาน Retrieve Node หน้าที่ หาตำแหน่งข้อมูลจากลิสต์ข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์
ตำแหน่งข้อมูลที่อยู่ในลิสต์
7. ฟังก์ชั่น EmptyList หน้าที่ ทดสอบว่าลิสต์ว่าง ข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์
เป็นจริง ถ้าลิสต์ว่าง เป็นเท็จ ถ้าลิสต์ไม่ว่าง
8. ฟังก์ชั่น FullList หน้าที่ ทดสอบว่าลิสต์เต็มหรือไม่ข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์
เป็นจริง ถ้าหน่วยความจำเต็ม เป็นเท็จ ถ้าสามรถมีโหนดอื่น
9. ฟังก์ชั่น list count หน้าที่ นับจำนวนข้อมูลที่อยู่ในลิสต์ ข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์
จำนวนข้อมูลที่อยู่ในลิสต์
10. กระบวนงาน destroy list หน้าที่ ทำลายลิสต์ข้อมูลนำเข้า ลิสต์ ผลลัพธ์ ไม่มีลิสต์
Linked List แบบซับซ้อน
1. Circular Linked List เป็นลิงค์ลิสต์ที่สมาชิกตัวสุดท้ายมีตัวชี้ (list) ชี้ไปที่สมาชิกตัวแรกของลิงค์ลิสต์ จะมีการทำงานไปในทิศทางเดียวเท่านั้น คือ เป็นแบบวงกลม
2. Double Linked List เป็นลิงค์ลิสต์ที่มีทิศทางการทำแบบ 2 ทิศทาง ในลิงค์ลิสต์แบบ 2 ทิศทาง ส่วนข้อมูลจะมีตัวชี้ไปที่ข้อมูลก่อนหน้า (backward pointer) และตัวชี้ข้อมูลถัดไป (forward pointer)

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

DTS04-15/07/2009

สรุปset และ string

มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ โครงสร้างข้อมูลแบบเซ็ตและโครงสร้างข้อมูลแบบสตริงโครงสร้างข้อมูลแบบเซ็ต เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ข้อมูลแต่ละตัวไม่มีความสัมพันธ์กันในภาษาซีจะไม่มีประเภทข้อมูลแบบเซ็ตนี้เหมือนกับในภาษาปาสคาลแต่สามารถใช้หลักการของการดำเนินงานแบบเซ็ตมาใช้ได้โครงสร้างข้อมูลแบบสตริงสตริง (String) หรือ สตริงของอักขระ (Character String) เป็นข้อมูลที่ประกอบไปด้วยตัวอักษร ตัวเลขหรือเครื่องหมายเรียงติดต่อกันไป รวมทั้งช่องว่างการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นสตริงมีการนำไปใช้สร้างโปรแกรมประเภทบรรณาการข้อความหรือโปรแกรมประเภทประมวลผลการกำหนดสตริง
การกำหนดสตริงทำได้หลายแบบ
1. กำหนดเป็นสตริงที่มีค่าคงตัว
2. กำหนดโดยใช้ตัวแปรอะเรย์หรือพอยเตอร์
การกำหนดตัวแปรสตริงในการกำหนดตัวแปรของสตริง อาศัยหลักการของอะเรย์เพราะสตริงคืออะเรยืของอักขระที่ปิดท้ายด้วย null character (\0)และมีฟังชันพิเศษสำหรับทำงานกับสตริงโดยเฉพาะอะเรย์ของสตริงถ้าหากมีสตริงจำนวนมาก ก็ควรจะทำให้เป็นอะเรย์ของสตริง เพื่อที่จะเขียนโปรแกรมได้สะดวกการสร้างอะเรย์ของสตริง สามารถสร้างได้ทั้งแบบที่ให้ค่าเริ่มต้นและแบบที่กำหนดเป็นตัวแปรฟังก์ชัน puts () ใช้ในการพิมพ์สตริงออกทางจอภาพโดยการผ่านค่าแอดเดรสของสตริงไปให้เท่านั้น ข้อสังเกต การกำหนดอะเรย์ของสตริงในลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่อะเรย์ที่แท้จริงตามหลักการของอะเรย์ เนื่องจากขนาดของช่องในอะเรย์ไม่เท่ากัน แต่อนุโลมให้ถือว่าเป็นอะเรย์การดำเนินการเกี่ยวกับสตริงในการดำเนินการเกี่ยวกับสตริง จะมีฟังก์ชันที่อยู่ในแฟ้ม ข้อมูล stdio.hเก็บอยู่ใน C Libraly อยู่แล้วสามารถนำมาใช้ได้ โดยการใช้คำสั่ง #include ในการเรียกใช้ เช่น- ฟังก์ชัน strlen(str) ใช้หาความยาวของสตริง- ฟังก์ชัน strcpy(str1,str2) ใช้คัดลอกข้อมูลจาก string หนึ่งไปยังอีก string หนึ่ง- ฟังก์ชัน strcat(str1,str2) ใช้เชื่อมต่อข้อความ 2 ข้อความเข้าด้วยกัน- ฟังก์ชัน strcmp(str1,str2) ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความว่ามีค่าเท่ากันหรือไม่ถือหลักการเปรียบเทียบแบบพจนานุกรม

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

DTS03-30/06/2009

สิ่งที่ได้จากการเรียนอาทิตย์นี้

.....คือได้รู้จักการเขียนโปรแกรมแบบยาก บ้างคนคิดว่าเป็นเรื่องง่ายแต่สำหรับหนู หนูคิดว่ามันยากค่ะ
เราต้องทำความเข้าใจกับมัน จะมาเล่นเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว เพราะเราโตขึ้นเรียนก็ยากขึ้น
เราต้องมีความรับผิดชอบให้มากขึ้นกว่านี้ ขยันทบทวนบทเรียน การเรียน structure ในครั้งนี้ ยากมากค่ะยอมรับแต่หนูก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน วันนี้อาจารย์ได้ทบทวนเรื่อง array ,loop, loopfor เพื่อนทุกคนส่วนมากจะลืมกันหมดแต่ทุกคนก็พยายามทีจะทำความเข้าใจกับมัน ตอนที่อาจารย์เรียกตอบกลัวมากๆๆเลยค่ะ เพราะเราไม่ได้อ่านเนื่อหามาก่อนที่จะเรียน อาจารย์สอนเลยทำใหเรียนไม่รู้เรื่อง หนูเลยทำความเข้าใจว่าต่อไปนี้จะอ่านทบทวนบทที่จะเรียนต่อไปมาก่อนเพื่อจะได้เข้าใจในการเรียนมากขึ้น

สิ่งที่ไม่เข้าใจในอาทิตย์นี้

.....ส่วนมากก็จะเป็นเรื่อง loop การวนซ้ำของ loop และการนับจำนวน การเก็บค่าและก็การรับค่า

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

DTS02-23/06/2009

#include"stdio.h"
#include"string.h"
void main()
{
struct recommend {
char name[15];
char surname[15];
char nickname[15];
int age;
char gender[10];
char subject [10];
char live[10];
char code[6];
};
struct recommend myself;
strcpy(myself.name,"Tisirat");
strcpy(myself.surname,"Anantapak");
strcpy(myself.nickname,"Pang");
myself.age=20;strcpy(myself.gender,"Female");
strcpy(myself.subject ,"structer");
strcpy(myself.live,"Banpong");
strcpy(myself.code,"70110") ;
printf("\t\t\t\trecommend myself\t\t\t\t");
printf(" Name:%s\n",myself.name);
printf(" Surname:%s\n",myself.surname);
printf(" nickname:%s\n",myself.nickname);
printf(" Age:%d\n",myself.age);
printf(" Gender:%s\n",myself.gender);

printf(" Subject:%s\n",myself.subject );
printf("Live:%s\n",myself.live);printf("Code:%s\n\t\t",myself.code);
printf("show+++++++++++++++Exit ka\n") ;

}

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ประวัติ

นางสาว ฐิศิรัตน์ อนันตภักดิ์


Miss. Tisirat Anantapak


หลักสูตร บริหารธุรกิจ(คอมพิวเตอร์ธุรกิจ)



คณะ วิทยาการจัดการ


มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต


Email:U50132792009@gmail.com